Wednesday, August 7, 2013

ตำหนักเขาน้อย สงขลา


ตำหนักเขาน้อย


สถานที่ตั้ง        

ตำหนักเขาน้อย ตั้งอยู่ที่เชิงเขาน้อยทางทิศใต้ บริเวณด้านหน้าติดกับถนนสะเดา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ประวัติความเป็นมา
        
ตำหนักเขาน้อยสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเสด็จมาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๕๘) ตำหนักเขาน้อยสร้างเมื่อ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.  ๒๔๕๔  พระองค์ทรงซื้อที่ดินทางทิศตะวันตกจากกรมขุนบุรี เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท ส่วนที่ดินทางทิศตะวันออกหลวงสุขเกษมสโมทัยถวายโดยไม่คิดมูลค่า ใช้เวลาในการสร้างตำหนัก ๘ เดือน โดยสถาปนิกชาวอิตาลีเป็นผู้ออกแบบ  ตัวอาคารเป็นแบบยุโรปสูง ๓  ชั้นหันหน้าไปทางทิศใต้

ราคาค่าก่อสร้างด้วยเงินส่วนพระองค์ทั้งสิ้น ๔,๐๐๐ บาท สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสด็จประทับ ณ ตำหนักเขาน้อยรวมเวลา ๑๓ ปี จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้มอบตำหนักเขาน้อยให้เป็นสมบัติของทางราชการอยู่ภายใต้ดูแลรักษาของจังหวัดสงขลา



ความสำคัญต่อชุมชน
        
ตำหนักเขาน้อยได้ใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จฯ  พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ๒  ครั้ง  เมื่อเสด็จมาทรงงานที่จังหวัดสงขลาเมื่อปี พ.ศ.  ๒๔๕๘  และ พ.ศ. ๒๔๖๐ และใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  รัชกาลที่  ๙  และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  คราวเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวใต้เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒
        
ปัจจุบันตำหนักเขาน้อยเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามาตั้งแต่  พ.ศ. ๒๕๐๗ และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตำหนักเขาน้อยเป็นโบราณสถาน โดยมีพื้นที่โบราณสถาน  ๑๒  ไร่ ๙๙ ตารางวา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗



ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
        
ตำหนักเขาน้อยมีตัวอาคารเป็นแบบยุโรป  สูง ๓ ชั้น ชั้นล่างประตูทางเข้าเป็นประตูโค้ง (Arch) มีลวดลายปูนปั้นประดับเหนือวงโค้งประกอบด้วย ๖ ห้อง คือ ห้องโถง ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องกระจก ห้องครัว ห้องเก็บของ ชั้นที่ ๒ ประกอบด้วย ๙ ห้อง คือ ห้องนอน ๒ ห้อง ห้องแต่งตัว ๒ ห้อง ห้องคนใช้ ห้องสมุด ห้องเลขาส่วนตัว และห้องน้ำ ๒ ห้อง ชั้นที่ ๓ ประกอบด้วย ห้องนอน ๓ ห้อง ทางทิศตะวันตกมีหอคอย ซึ่งทำหลังคาโค้ง ภายในตัวตำหนักตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้แบบอังกฤษ

เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
        
ตำหนักเขาน้อยตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา  ถนนสะเดา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา



 พระตำหนักเขาน้อย
 "ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลังที่ประทับอยู่ที่บ้านเจ้าพระยาวงษาฯ จนประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อสมเด็จฯ (หมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ทรงเจริญขึ้นพอสมควร คุณท้าวยายได้นำสมเด็จ ไปประทับกับท่านย่าที่สงขลา (ผมเข้าใจว่าท่านย่าคือ ม.จ.อัปษรสมาน (เทวกุล) กิติยากร)   ระหว่างนี้ ท่านย่าได้ทรงใช้ให้ท่านอาหญิงนิด (หม่อมเจ้าจิตรบรรจง) ถวายการดูแลเลี้ยงกับพระนมและข้าหลวงของท่านอานิด ภายในตำหนักเดียวกับท่านย่าและท่านอาอีกหลายๆ องค์ ที่ช่วยท่านอานิดคือท่านอาเขียว (หม่อมเจ้ากิติมตี) ประมาณต้นปี ๒๔๗๖ ท่านย่าทรงอพยพกลับจากสงขลา เจ้าคุณตาและคุณยายคิดถึงสมเด็จฯมาก จึงขอท่านย่าไปถวายอภิบาลเองอีกระยะหนึ่ง

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้เกิดขบถวรเดชในเดือนตุลาคม ท่านย่าทรงอพยพเจ้านายลูกๆ และหลาน ตามเสด็จฯ สมเด็จพระพันวัสสา (หมายถึง พระศรีสวรินทราฯ)  และทูลกระหม่อมฟ้าหญิง (หมายถึงทูลกระหม่อมฟ้าหญิงวลัยอลงกรณ์) ไปเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ที่สงขลาอีก ส่วนสมเด็จฯนั้นคุณท้าวยายได้พาไปประทับกับท่านย่าอีกในภายหลัง ตอนนี้ท่านอาหญิงนิดก็ได้เป็นผู้ถวายการอภิบาลอีก ท่านย่าและท่านอาทั้งหลายต้องแยกกัน ท่านย่าประทับกับทูลกระหม่อมฟ้าหญิงวลัยอลงกรณ์ที่ตำหนักท่านลุงกลาง (หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร-ซึ่งในที่นี้ผมไม่แน่ใจว่าตำหนักนี้อยู่ที่ไหนระหว่าง ในเมืองสงขลากับสวนปาล์มของหม่อมเจ้าอมรฯ ที่อำเภอสะเดา สงขลา) ส่วนเจ้านายลูกหลานอยู่บ้านพระยานราฯ (ปู่นายกร ทัพรังสี สมัยนี้) เพราะเจ้าคุณนราฯ และคุณหญิงถวายตัวเป็นข้ากับเสด็จปู่(กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) ตั้งแต่เป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง ที่ประทับนั้นเป็นบ้านของคลังจังหวัด อยู่ริมทะเลสาบ "
ถ้าพลิกไปดูประวัติ พบว่า ตำหนักแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งเสด็จมาดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.2453 - 2458) และต่อมาดำรงตำแหน่งสมเด็จอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ (พ.ศ. 2458-2468)...

....สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสด็จประทับ ณ ตำหนักเขาน้อย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2455 เป็นต้นมา จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2468 พรบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาณ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ได้เสด็จกลับไปยังเมืองหลวงร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสร็จแล้วพระองค์ได้ประทับและดำรงตำแหน่งทางราชการในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บัดนั้น โดยมิได้เสด็จกลับมาประทับ ณ เมืองสงขลาอีกเลย  ในกาลต่อมาพระองค์ได้มอบตำหนักเขาน้อย ให้เป็นสมบัติของทางราชการอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของจังหวัดสงขลา..

...ตำหนักเขาน้อย เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง ครั้งแรกพระองค์เสด็จประพาสเมืองสงขลา และทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเสือป่ามณฑลนครศรีธรรมราช ระหว่าง 13-19 มิถุนายน พ.ศ. 2458
พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นองค์ประธาน พิธีวิสาขบูชาที่วัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ซึ่งถือว่าเป็นงานนักขัตฤกษ์ที่สำคัญของมณฑลนครศรีธรรมราช ในคราวนั้น กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ โปรดให้มีกการสมโภชพระบรมธาตุเป็นการเฉลิมฉลองเป็นประเพณี รวม 3 วัน 3 คืน เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับ ณ ตำหนักเขาน้อย

...ขณะที่เกิดกบฎบวรเดช (11-24 ตุลาคม) ก็ไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะให้ผู้ใดอ้างว่าทำอะไรเพื่อราชบัลลังค์
ราชเลขาฯ (ม.จ.วิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิวัตน์) กราบบังคมทูลให้แปรพระราชฐานไปประทับที่บางปะอิน ขณะที่หลวงพิบูลสงครามก็จะส่งรถไฟมาทูลเชิญเสด็จกลับกรุงเทพฯ  จึงรับสั่งให้หลวงศรสุรการไปแจ้งว่า "พระองค์ไม่ทรงยอมเข้ากับใครทั้งสองข้างไม่ว่าข้างไหน จะเป็นกลางอยู่เฉยๆ "

ประกอบกับทรงได้ข่าวว่า ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งเรือหลวงสุโขทัยมาที่พระตำหนักฯ ที่หัวหินด้วย ก็ทรงเกรงว่าจะมาจับเป็นองค์ประกันเหมือนครั้งที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จฯ ประทับเรือยนต์หลวง มุ่งไปทางใต้..

อีกตอน จากพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

...ตอนนั้นเรามีเรือยนต์พระที่นั่งอยู่ ขนาดเล็ก ตกลงออกเรือกันตอนกลางคืน มีทหารรักษาวังไปด้วย...ข้าราชบริพารตอนนั้นเท่าที่จำได้ก็มีอย่างท่านประสบศรี (พันตรีหม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ ราชองครักษ์ ท.บ.) ท่านครรชิต (นาวาเอกหม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร ราชองครักษ์ ท.ร.) มีพ่อมีแม่ฉัน (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี) แล้วก็มีน้องชายอีกคน มีท่านกมลีสาน (หม่อมเจ้ากมลีสาน ชุมพล)
หม่อมราชวงศ์สมัครสมาน กฤดากร...

สำหรับเจ้านายพระองค์อื่นๆ ที่ตามเสด็จฯ ไปประทับแรมที่หัวหิน ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์  เป็นหัวหน้าดูแล ติดต่อหาทางนำเสด็จโดยรถไฟตามไปเฝ้าฯ ที่จังหวัดสงขลา..

ซึ่งหม่อมเจ้ารัสสาทิศ กฤดากร ผู้ทรงอยู่ร่วมในเหตุการณ์เวลานั้นได้ทรงเล่าว่า

...ในรถไฟขบวนนั้น จำได้ว่ามีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท และหม่อมเสมอ รวมทั้งพระธิดา...

...รถไฟไปถึงสงขลาประมาณ 08.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เมื่อบรรดาเจ้านายเสด็จไปถึงพระตำหนักเขาน้อยของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ก็พากันทรงวิตกไปตามๆ กัน เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ยังเสด็จมาไม่ถึง จวบจนกระทั่งถึงตอนเย็นวันนั้น จึงได้เสด็จฯ มาถึงและประทับแรมอยู่ที่พระตำหนักนั้น โดยประทับอยู่ที่ชั้น 2 ของพระตำหนัก ส่วนเจ้านายฝ่ายในอื่นๆ ประทับอยู่บนชั้น 3...

...ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ที่พระตำหนักเข้าน้อยอยุ่เป็นเวลาเกือบสองเดือนจึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครโดยทางเรือ....

ทั้งหมดนี้ก็สรุปเรื่องราวได้ชัดเจนครับ เพียงแต่ยังสรุปไม่ได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ในครั้งนั้นประทับที่ใด ระหว่างพระตำหนักเขาน้อย หรือ ตำหนักหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเป็นในเมืองสงขลา หรือที่สวนปาล์มตำบลปริก อำเภอสะเดา) หรือจะเป็นที่บ้านพระนราฯ


น้ำท่วมภาคใต้และความเสียหายในอดีต (ของหาดใหญ่)***

สถิติน้ำท่วมหาดใหญ่ในอดีต ที่น่ารู้---เตรียมความพร้อมแล้วยัง----- 
โพสโดย อ-ม.อ.คนหนึ่ง
บุคคลทั่วไป

เล่าสู่กันฟัง สถิติที่น่ารู้ของน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ในอดีต
 
น้ำท่วมภาคใต้และความเสียหายในอดีต (ของหาดใหญ่)
***

ปี พ.ศ. 2376 (ในรัชกาลที่ 3) น้ำท่วมใหญ่ จนท้องนาของราษฎรทำนามิได้ พระยาสงขลา รีบเข้ากรุงเทพ นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท แล้วขอรับพระราชทานซื้อข้าวสารออกมาเจือจานราษฎรในเมืองสงขลา 1000 เกวียน

ปี พ.ศ. 2505 (วันที่28 - 30 ตุลาคม) จังหวัดสงขลา พายุโหมภาคใต้ฝนตกหนัก ตายเป็นประวัติการณ์ พายุโซนร้อนจมเรือประมงนับสิบ คนตายนับร้อย

ปี พ.ศ. 2509 (วันที่ 7 ธันวาคม) จังหวัดสงขลา น้ำท่วมหาดใหญ่ เสียหายนับล้านๆ บาท ทางรถไฟขาด ถนนถูกน้ำท่วมมิด ต้องใช้เรือยนต์วิ่งรับคนโดยสาร ตลาดทุกแห่งปิดตัวเอง ร้านค้าถูกน้ำท่วม สินค้าเสียหาย มีฝนตกอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน น้ำไหลบ่าเข้าท่วมอำเภอหาดใหญ่และรอบนอก สวนยางจมอยู่ในน้ำ น้ำสูงสุดถึง 1.50 เมตร (ในตัวเมืองหาดใหญ่) ราษฎรนับเป็นหมื่นคนกำลังขาดแคลนอาหารบริโภค ทางรถไฟระหว่างสถานีบางกล่ำ-ดินลาน ขาด 15 เมตร ถนนหาดใหญ่-ตรัง ขาด น้ำท่วมมิด

ปี พ.ศ. 2512 (วันที่ 1 ธันวาคม) จังหวัดสงขลา น้ำท่วมเมืองนาน 10 ชั่วโมงเส้นทาง หาดใหญ่-สงขลา น้ำท่วม 9 ตอน ถนนเสียหาย สนามบินน้ำท่วม เครื่องบินลงไม่ได้ บ้านเรือนราษฎรในที่ลุ่มรอบอำเภอหาดใหญ่ ถูกน้ำท่วม ถนนหาดใหญ่ -นาทวี-สะเดา น้ำท่วมหลายตอน

ปี พ.ศ. 2516 (วันที่ 10-12 ธันวาคม) พายุฝนตกหนักกระหน่ำติดต่อกันอย่างรุนแรงเป็นเวลา นาน 4 วัน เป็นเหตุให้น้ำบ่าเข้าท่วม ถนนสายต่าง ๆ ในอำเภอหาดใหญ่ การจราจรหยุดชงัก

ปี พ.ศ. 2517 (วันที่ 22 พฤศจิกายน) พายุฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน 5 วัน บริเวณรอบ อำเภอหาดใหญ่ถูกน้ำท่วม น้ำสูงบนถนนวัดได้ถึง 50 ซม.

ปี พ.ศ. 2518 น้ำท่วมภาคใต้ 2 ครั้ง (ต้นปีวันที่ 5-17 มกราคม และปลายปี 6-9 พฤศจิกายน)
จังหวัด สงขลา ที่หาดใหญ่ น้ำบ่าไหลเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว การคมนาคมถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ถนนเพชรเกษม จมอยู่ใต้น้ำสูง 1.50 เมตร ร้านค้าขนของหนีน้ำกันอลหม่าน การค้าขายเป็นอัมพาตสิ้นเชิง หน้าค่ายเสนาณรงค์สูงถึงเอว รั้วค่ายถูกน้ำพัดพัง 200 เมตร หลังจากน้ำเริ่มลด เกิดโรคอหิวาต์ระบาดจนคนตายและป่วยอีก


ปี พ.ศ. 2519 (วันที่ 22 พฤศจิกายน) หาดใหญ่ ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน น้ำท่วม
เขตเทศบาลระดับน้ำสูง 50 ซม. ท่วมถนนสายต่างๆ ทั้งหมด ในท้องถิ่นอำเภออื่นๆ น้ำท่วมทั้งหมด


ปี พ.ศ. 2524 (วันที่ 4 ธันวาคม) อำเภอหาดใหญ่ ระดับน้ำในอำเภอหาดใหญ่สูงขึ้นเรื่อยๆ  สวนยางหลายแห่งถูกน้ำท่วม

ปี พ.ศ. 2527 (วันที่ 5 ธันวาคม) จังหวัดสงขลา ฝนตกหนักมาก มีน้ำท่วมถนนเป็นบางแห่ง ถนนสายเล็กผ่านไม่ได้

ปี พ.ศ. 2531 (วันที่ 22 พฤศจิกายน) ประสบความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2000 ล้านบาท  ระดับน้ำในตัวเมืองหาดใหญ่สูงประมาณ 1-2 เมตร


ปี พ.ศ. 2543 (วันที่ 22 พฤศจิกายน) ประสบภัยพิบัติครั้งมโหฬาร ประเมินความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจ ประมาณนับหมื่นล้านบาท ระดับน้ำสูงประมาณ 2-3 เมตร


ล่าสุดครั้งนี้ ปี พ.ศ. 2548 (วันที่ 18 ธันวาคม) ประสบภัยพิบัติอีกครั้ง จากฝนตกหนักหลายวัน น้ำจากคลองอู่ตะเภาไหลล้นตลิ่ง ทำให้ทางฝั่งซีกซ้าย (ทิศตะวันตก) ของหาดใหญ่ มีระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร
เสียหลายล้านบาท รวมทั้งพื้นที่อำเภอโดยรอบ เช่น อำเภอนาทวี เทพา จะนะ ระโนด

   สถิติข้างต้นนี้ เคยเล่าสู่กันฟังกันถึงนักศึกษาและบุคลากร ม.อ.แล้วเมื่อครั้งในอดีต (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2543) ลองทบทวนและระวังภัยต่อไป เพราะโดยเฉลี่ยรอบ 10 ปี ก็จะมีน้ำท่วมใหญ่ 1 ครั้ง
แล้วครั้งต่อไปจะเป็นปีอะไร……ทำนายว่าอาจเป็นปี 2553?

   ปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำท่วมคือปริมาณน้ำฝน แต่สิ่งที่หนุนและทำให้น้ำท่วมมากและลดลงช้าและท่วมนานเพราะปัจจัยจากฝีมือ มนุษย์ทั้งนั้น เช่น การสร้าง......ที่ยื่นไปในทะเล ถนนหลาย ๆ สายที่ถมดินและปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำไหล ฯลฯ  ธรรมชาติให้บทเรียนแก่เราแล้ว ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า  การจะอยู่กับธรรมชาติได้ ต้องเรียนรู้ธรรมชาติ และต้องไม่เห็นแก่ตัว


สถานีรถไฟหาดใหญ่  ปี พ.ศ.2531
สถานีรถไฟหาดใหญ่  เมื่อวันที่  4 พฤศจิกายน 2553







ซ้ายมือคือ  ร้านหาดใหญ่บรรณาคาร  หรือ  ร้านมหารุ่ง

กำแพงบ้านจิระนคร  หลังน้ำท่วม